จากที่ได้ฟังพระธรรม ผมมีความตั้งใจที่จะไม่กระทำสิ่งที่ผิดต่อพระศาสนาอีก เมื่อต้องจัดงานศพให้บุพการี ผมและพี่น้องจึงเลือกจัดงานที่ เรียบง่าย ประหยัด กระชับ ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น และไม่ทำลายพระธรรมวินัย
โดยมีขั้นตอนที่จังหวัดเชียงใหม่ ดังนี้ครับ:
1. ขั้นตอนก่อนวันงาน
การจัดการร่าง: ไม่นำร่างไปไว้ที่ศาลาวัด แต่ฝากไว้ที่แผนกดูแลจัดการศพของโรงพยาบาล (รพ.นครพิงค์) ซึ่งมีบริการฉีดยารักษาร่างและมีโลงศพให้บริการ
การประสานงาน: นำใบมรณบัตรไปจองวัน/เวลาที่ฌาปนสถานของเทศบาล และชำระค่าน้ำมันเตาเผาพร้อมนัดหมายอุปกรณ์เครื่องเสียง
2. ขั้นตอนในวันงาน
เคลื่อนย้ายร่างจากโรงพยาบาลไปยังฌาปนสถานโดยตรง
พิธีกรรม: เริ่มจากการอ่านประวัติผู้วายชนม์ บุตรอ่านคำไว้อาลัยและแสดงธรรมะ พร้อมกล่าวคำอุทิศส่วนกุศล
การฌาปนกิจ: ทำการเผาศพตามกำหนดการ และนัดหมายรับเถ้าอัฐิ
3. ขั้นตอนหลังวันงาน
รับเถ้าอัฐิและนำไปลอยอังคารที่แม่น้ำ (เช่น ท่าน้ำหลังวัดชัยมงคล)
สรุปค่าใช้จ่ายเบื้องต้น (โดยประมาณ)
ค่าน้ำยาฟอร์มาลีนและค่าฉีดยา: 800 บาท
ค่ารับฝากศพ: วันละ 300 บาท
ค่าโลงศพ: เริ่มต้น 2,000 บาท
ค่าขนส่งศพ: 300 บาท
ค่าธรรมเนียมฌาปนสถานและน้ำมันเตาเผา: 1,600 บาท
ค่าใช้จ่ายอื่นๆ: ค่าลุ้งอัฐิ, ค่าเรือ, ค่ารูปถ่าย, และค่าของว่าง/น้ำดื่มสำหรับแขก
คุณ Witt ทิ้งท้ายว่าการจัดงานเช่นนี้เกิดขึ้นได้เพราะความเห็นถูกจากการศึกษาธรรมะ มิเช่นนั้นอาจทำสิ่งที่ผิดและเป็นการประทุษร้ายพระธรรมวินัยได้
ความคิดเห็นที่ 1 (khampan.a):
ยินดีในกุศลที่มั่นคงในการทำสิ่งที่ถูกต้องครับ กระทู้นี้เป็นประโยชน์มาก
ความคิดเห็นที่ 3 (วันชัย๒๕๐๔):
ยืนยันอีกเสียงครับว่าการจัดงานศพจริงๆ ไม่ได้ยุ่งยากหรือสิ้นเปลืองอย่างที่ทำกันในปัจจุบัน ครอบครัวผมก็เคยจัดงานแบบเรียบง่ายเช่นนี้มาแล้วเมื่อสองปีก่อนครับ
ความคิดเห็นที่ 5 (สิริพรรณ):
ขอร่วมอนุโมทนาและเสริมข้อมูลจาก พระวินัยปิฎก (หน้าที่ ๙๔๐) ว่าด้วยเรื่อง ภิกษุไม่รับเงินทอง หากภิกษุรับหรือยินดีในเงินทองที่เขาเก็บไว้ให้ ถือเป็นอาบัติ (นิสสัคคิยปาจิตตีย์) การจัดงานที่คำนึงถึงพระธรรมวินัยจึงเป็นการช่วยดำรงรักษาพระศาสนาอย่างยิ่งค่ะ
ความคิดเห็นที่ 6 (Kalaya):
กราบอนุโมทนาค่ะ เป็นแนวทางที่ทำให้เข้าใจถึงการทดแทนคุณตามหลักพุทธศาสนาที่แท้จริง แม้จะเพิ่งมาเข้าใจในวัยกลางคนแต่ก็เป็นกุศลที่ได้สะสมความเห็นถูกค่ะ